head-banpongjed-min
วันที่ 24 กันยายน 2021 9:16 AM
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านโป่งเจ็ด
โรงเรียนบ้านโป่งเจ็ด
หน้าหลัก » นานาสาระ » การยึดติดนั้นเป็นความทุกข์

การยึดติดนั้นเป็นความทุกข์

อัพเดทวันที่ 11 พฤศจิกายน 2020

การยึดติดนั้นเป็นความทุกข์

การยึดติด

 

การยึดติด มีผู้หญิงคนนึงชื่อพริ้งเป็นแม่หม้ายแล้วแกก็ไม่ใช่คนบ้านบางไผ่นี่ด้วย คือไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านนี้มาก่อนมาจากที่อื่นตามผัวมา อยู่ที่หมู่บ้านนี้ มาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ผัวชื่อตาพร มีนาอยู่ 2 แปลงใหญ่ๆก็เลยทำนาพร้อมกันเลี้ยงสัตว์พวกนี้ไปด้วยสองคนนี้ขยันทำงานกันมากก็ทำไม่เก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวกันได้ในไม่ช้าไม่นานแต่ว่าน่าเสียดายเหลือเกินที่ยังไม่มีลูกแต่ก็ไปไหว้วอนขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆไม่ได้นิ่งนอนใจกันหรอกจนวันนึง 

แม่พริ้ง ก็ท้องโตขึ้นมาก็ดีใจกันมากดีใจกันทั้งสองคนแล้วก็แย่ๆที่ลุ้นๆกันอยู่เสร็จแล้วแม่พริ้งก็คลอดลูกออกมาก็เป็นที่น่าแปลกประหลาดเพราะว่าทารกน้อยออกจากท้องแม่มาแล้วไม่ส่งเสียงร้องแม้แต่เดียว ก็เลยคิดจะมาไอ้นี่เด็กจะเป็นใบ้หรือยังไงข้องใจกันอยู่ไม่กี่วันเด็กทารกเพศชายคนนั้นก็จากไปนางพริ้งเสียใจมากกว่าใคร ถึงกับตีอกชกตัว โทษว่าเป็นเพราะบาปกรรมของเธอเองที่ทำให้ลูกต้องจากไปตั้งแต่เกิดได้แค่ 3-4

วันผัวสงสัยว่าหล่อนไปทำบาปกรรมอะไรเอาไว้พอถามแม่พริ้งแกคงบอกต่อมาก็ขอลูกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกแต่คราวนี้เธอเหมือนกับไม่อยากจะได้ลูกทำไปตามที่ผัวต้องการเท่านั้น เพราะว่าเธอคงจะกลัวใจว่าจะซ้ำรอยเดิมนั่นก็คือลูกเพราะเกิดมาก็ต้องพลัดพรากจากไปอีกก็ได้คิดว่าไม่มียังจะดีกว่าจะได้ไม่เสียใจการเสียใจครั้งที่เสียลูกคนแรกไปทำให้แม่ทิ้งในล้มเจ็บอยู่นานหลายเดือนกว่าจะทำใจฟื้นจากความเศร้าโศกขึ้นมาได้ผัวเก่าไหว้วอนขอไปแกลลอนก็นิ่งเฉยเสีย

อยู่มาวันหนึ่งแม่พริ้งก็ตั้งท้องอีกครั้งเธอก็ตกใจว่าท้องโตขึ้นมาแล้วก็ไม่สบายใจอย่างยิ่งกว่านึกในใจว่าจะให้แท้งแต่ตอนนี้ยังจะดีกว่าปล่อยไว้คลอดเดี๋ยวจะสูญเสียลูกอีกเราไม่นั่งขังขอบอาการท้องคราวนี้คือไม่ดีใจไม่ยินดีปล่อยตัวเหมือนไม่ท้องไม่สนใจยาบำรุงร่างกายแล้วว่าผัวจะบอกให้กินนั่นกินนี่ก็ไปก็กินบ้างไม่กินมั่งด้วยจิตใจที่สลดหดหู่บนกับความหวาดกลัวถึงวันข้างหน้าอีก

ไม่กี่เดือนจะต้องเสียใจอีกก็เลยไม่ยินดีมาตั้งแต่ต้นไม่รักไม่ใคร่ไม่ห่วงไม่ยายเพื่อที่ว่าเมื่อถึงวันที่ต้องสูญเสียจะได้ไม่ต้องรู้สึกว่ามันเสียอะไรแล้ววันนั้นก็มาถึงคือสมัยก่อนโน้นก็ยังคลอดลูกกันที่บ้านไม่ได้ไปโรงพยาบาลแต่อย่างใดแล้วก็มีหมอตำแยอยู่ที่บ้านเป็นผู้หญิงแก่ๆที่ชำนาญในการช่วยคนเกิดลูกออกมาจากท้องเป็นเด็กผู้ชายเหมือนกันลูกคนแรกมันก็อดดีใจไม่ได้แต่ก็รีบสะกดไว้เด็กคนนี้เกิดมาแข็งแรงไม่มีท่าทีว่าจะตายไปส่ง

เสียงร้องดังลั่นมองโน่นมองนี่ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นนั่นแหละมันก็เกิดความรู้สึกว่าไอ้เด็กคนนี้น่าจะอยู่รอดปลอดภัยก็เป็นอย่างนั้นจริงๆลูกคนนี้ไม่ตายเหมือนกับลูกคนแรกก็เริ่มจะมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้วเด็กก็แข็งแรงไม่เจ็บป่วยแต่อย่างใดก็ให้ความรักกับเขาทีละน้อยทีละน้อยก็คอยระวังเติบโตจึงคลานได้หัดตั้งไข่ได้ยืนได้เดินได้ แม่พริ้ง ก็ยิ่งรักลูกมากยิ่งขึ้นเพราะเจริญวัยขึ้นเหมือนเด็กทั่วไปไม่ได้เจ็บไม่ป่วยอะไรล่ะใครเขาเลขวิ่งหม่ำ

มาอยู่หมู่บ้านนี้นานหลายปีจนมีลูกมีเขายังไม่เคยได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของหล่อนเลยซึ่งอยู่ทางภาคอีสานแล้วก็นะน้องก็ไม่ได้มาเยี่ยมหล่อนเลยเปิดเพลงก็ไม่เคยบอกใครว่าเป็นเพราะอะไรไม่มีการห่วงใยกันระหว่างพ่อแม่ลูกญาติพี่น้องของเราอยู่มาวันหนึ่งว่าลูกพูดได้หรือไม่เด็กช่างพูดสิด้วยเรื่องร้ายก็อุบาทขึ้นโดยที่ไม่มีการเตือนให้รู้ตัวล่วงหน้าแม้แต่ลางสังหรณ์ค่ำแล้วผัวส่งเสียงร้องว่างูกัดงูกัดและพริ้งก็ตกใจถึงลูกเอาไว้บนบ้าน

แล้วก็รีบลงจากเรือนเพื่อจะมาดูเขาก็โดนงูกัดจริงๆต้องตามหมองูมารักษาด้วยว่านว่านพิมพ์ออกมาจากบ้านหนองแกเขารอดตายไม่เป็นไรละจะลูกของหล่อนน่ะสิพ่อแม่พริ้งนึกถึงลูกขึ้นมาได้ก็รีบขึ้นไปดูบนบ้านหัวใจหาไม่เจอร้องเรียกหาก็ไม่ขานรับถามใครก็ไม่มีใครเห็นพวกมาดูหมองูรักษาก็พากันช่วยหาน่าอนาถจริงๆคนหนึ่งเดินไปเจอร่างเด็กที่ตกลงมาจากบ้านคอหักตายอยู่ที่ใต้ถุนบ้านหลังเรือนตรงนั้นมีช่องว่างไม่มีข้างฝาอากาศและ

ไม่หายใจเลยเสียงกรีดร้องของแม่นี่ดังก้องไปทั้งหมู่บ้านในคืนนั้นเสียใจจนไม่รู้จะเสียใจยังไงร้องให้สลบแล้วสลบอีกจนล้มป่วยหนักว่าไม่มีลูกอีกแล้วไม่มีเจ้าตัวน้อยที่ส่งเสียงพูดเจ้าเจ้าอีกแล้ว หล่อนไม่มีลูกอีกแล้วศพของเด็กก็ถูกนำไปฝังในป่าช้าเรียบร้อยแม่พริ้งล้มป่วยทำใจไม่ได้ก็พยายามกระเสือกกระสนแอบหนีออกจากบ้านไปหล่อนหายไปไหนผัวก็ตามหาไปเจอที่ประชาใกล้หลุมศพลูกชาย หล่อนไปหาลูกไปนั่งร้องไห้จนสลบ

นอนกลิ้งอยู่ที่ปากหลุมลูกผัวก็อุ้มกลับบ้านอุ้มมากลับมาหล่อนก็แอบไปอีกจนทั้งวันเดินไม่ไหวก็กินข้าวไม่ได้เลยเรี่ยวแรงหมดถ่ายผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเท่านั้นมองดูกันแล้วไม่ว่าใครก็เหมือนกับซากศพแต่ไม่ได้พูดต่อหน้าเท่านั้นเอง แม่พริ้งกำลังนอนรอความตายอยู่ที่บ้านผัวก็หาหมอมารักษามดเงินหมดทองไปไม่เหลือเงินเลยการเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ก็ล้มเลิกไปหมดแล้วตั้งนานมีก็จะทำนาหว่านข้าวแถวนั้นญาติพี่น้องของเขาก็ช่วย

เหลือเรื่องเงินเรื่องทองเรื่องอาหารการกินให้สองผัวเมียคู่นี้ไปตามมีตามเกิดแต่แม่พริ้งก็ไม่ได้กินอะไรมากแทบจะไม่กินเลยข้าวปลาอาหารอยู่ด้วยน้ำเท่านั้นอาศัยดื่มน้ำเข้าไปดื่มก็ดื่มไม่มากนอนรอลมหายใจเฮือกสุดท้าย ป่วยทั้งกายป่วยทั้งใจก่อนที่หล่อนจะหมดลมไปจริงๆก็เกิดเรื่องแปลกขึ้นมาคือมีพระธุดงค์มาที่หมู่บ้านสมัยก่อนนวดแถวๆหมู่บ้านจะมีพระธุดงค์ผ่านมาปักกลดที่หลังหมู่บ้านท่านมาพอดีชาวบ้านรู้ไปกราบไหว้นำข้าวปลา

อาหารไปถวายพูดคำว่าท่านเป็นหมอรักษาคนป่วยได้ก็มีคนไปขอให้ท่านช่วยละครผัวของหล่อนได้ยินเข้าก็อุ้มแม่พริ้งไปหาไปหาพระเล่าให้ท่านฟังว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นท่านไม่ได้รักษาด้วยอยู่ยาอะไรเพียงแต่เทศสั่งสอนกล่าวถึงเรื่องกรรมไม่กี่คำก็ทำให้หล่อนเหมือนก็ตื่นจากความหลับหลงไปในอีกโลกนึงตั้งแต่วันนั้นแม่พริ้งก็ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมาแล้วก็ยอมรับเรื่องเวรกรรมทั้งที่จริงแล้วมันก็เคยเชื่อเรื่องนี้มาก่อนแล้วหลังเสียลูกคนแรก

ไปแต่ก็เหมือนกับหล่อนได้หลงลืมไปแม่พริ้งต้องยอมรับว่าเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวของเธอเองน่ะเป็นเรื่องของกรรมดูเหมือนพระธุดงค์ท่านจะรู้ด้วย ว่าแม่พริ้งไปทำกรรมอะไรเอาไว้ท่านพูดออกมาตรงเป๊ะเลย เพียงแต่คนอื่นฟังแล้วไม่เข้าใจแม้แต่จะพรผัวของหล่อนแต่สำหรับหล่อนนั้นถูกใจทันทีและยอมรับทันทีหลังจากนั้นแม่พริ้งก็ทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ลูกๆและเจ้ากรรมนายเวรทุกวันพระไปวัดทำบุญถือศีลไม่กินเนื้อสัตว์อยากจะพ้นกรรมเสียที

 

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

นานาสาระ ล่าสุด
โรงเรียนบ้านโป่งเจ็ด
โรงเรียนบ้านโป่งเจ็ด
โรงเรียนบ้านโป่งเจ็ด
โรงเรียนบ้านโป่งเจ็ด